วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

การขับเสภา



การขับเสภา
1.ขั้นตอนการเอื้อน โดยมีข้อสังเกตุว่าถ้าบททั่วไปเอื้อนสั้น ถ้าบทเศร้าจะเอื้อนยาว ถ้าเศร้ามากจะเอื้อนยาวเหมือนเพลงหม้ายขันหมาก เช่นนั้น..
  -การเอื้อนสั้น เช่น
 ...เอ๊ย....จะกล่าวถึง/พลายงาม/ทรามสวาท    
เฉลียวฉลาด/แล้วกล้า/วิชา..เฮ้อ..เออ..ขยัน..ฮื้อ..

  -การเอื้อนกลางๆ เช่น
...เฮ้อ.......เงอ.................เอ่อ.....เอย...................ยาฮื้อ..            
เจ้าพลายงาม/ความแสน/สงสารแม่

ชำเลืองแล/ดูหน้า/น้ำตา.......เฮ้อ..เออ...../ไหล....ฮื้อ
แล้วกราบกราน/มารดา/ด้วย....อา..ลัย...เอ่อ..เฮ้อ..เอย
ลูกเติบใหญ่/คงจะมา/หาแม่...เอ่อ..เฮ้อ..เออ..คุณ
............................................................
............................................................
-บทสุดท้ายหากจะลงจบมีข้อสังเกตุเพื่อความไพเราะขึ้นนะ
ให้ขึ้นด้วยเสียงกลางๆในวรรค 1-2 และจะขึ้นเสียงสูงในวรรคที่ 3-4  เช่น
เหลียวหลัง/ยังเห็นแม่/แลเขม้น.....เออ...
แม่ก็เห็น/ลูกน้อย/ละห้อยหา..ฮื้อ..
แต่เหลียวเหลียว/เลี้ยวลับ/วับวิญญาณ์....เฮ้อ...เออ...
โอ้เปล่าตา/ต่างสะอื้น/ยืน...เฮ้อ...เออ..ตะลึง....เงอ...ฮื้อ
           ............................

ข้อสังเกตุ การขับเสภาที่ดีนั้นต้องอ่านบทให้รู้ก่อนว่าเป็นบทอย่างไรเพราะการขับจะต้องใส่อารมณ์ตามบทนั้นๆการอ่านคำต้องชัดเจนโดยเฉพาะคำควบกล้ำ  การเว้นวรรคของบทกลอนสำคัญที่สุดถ้าเป็นกลอนหก ให้เว้นวรรค2/2/2 ถ้ากลอนเจ็ดให้เว้นวรรค 2/2/3 ถ้ากลอนแปดให้เว้นวรรค 3/2/3 ถ้ากลอนเก้าให้เว้นวรรค 3/3/3การทอดเสียงให้เกิดความไพเราะ  ผู้ที่ขับเสภาดีก็เหมือนร้องเพลงดีดีนี่แหละ
อีกอันหนึ่งคือการขับเสภาต้องเคาะกรับประกอบการขับให้เป็นด้วย  ส่วนใหญ่แล้ว นิยมใช้กรับ  2  คู่ โดยผู้ขับจะต้องฝึกตีกรับให้ชำนาญเสียก่อน จังหวะการเคาะดังนี้...
การเริ่มเคาะ  เสียงกร๊อก...เป็นเสียงสั้น เป็นเสียงเริ่มต้นของมือข้างหนึ่ง....เสียงกรอ....เป็นเสียงยาว  ของมืออีกข้าง..สลับไปมาสัก3-4 ครั้ง จึงเริ่มเอื้อนสวน..
...เอ๊ย..เจ้าพลายงาม..(เคาะกรับ3-4 ครั้ง)...ความแสน/สงสารแม่..(เคาะกรับ 3-4 ครั้ง)
ชำเสืองแล  ..(เคาะ 3-4 ครั้ง)ดูหน้า/น้ำตา...เฮ้อ..เออ..ไหล ...(เคาะกรับ 3-4 ครั้ง)
ท่อนจบสุดท้ายเมื่อจบลงแล้วให้เคาะกรับไปประมาณ 4-5 ครั้งแล้วลงกรับเสียงสั้น....

http://www.gstatic.com/cf/transparent.gif

การอ่านทำนองเสนาะ  หมายถึง  การอ่านเป็นทำนองเหมือนเสียงดนตรี มีการเอื้อนเสียงเป็นสัมผัสตามจังหวะ ลีลา และท่วงทำนองที่แตกต่างไปตามลักษณะบังคับของบทประพันธ์ ผู้อ่านต้องใส่เทคนิคใน
การทอดเสียงเอื้อนเชื่อมโยง มีลูกเล่น ลูกเก็บอย่างเป็นศิลปะ
หลักการอ่านทำนองเสนาะ
    1.  อ่านให้ถูกวิธี
         1.1 ไม่อ่านผิดสระ ผิดพยัญชนะ หรือผิดวรรณยุกต์
         1.2 การอ่านออกเสียงพยัญชนะ จ/ฉ/ช/ถ/ท/ช/ศ/ษ/ส/ร ให้ชัดเจน
         1.3 ควรออกเสียง ร ล ว และอ่านออกเสียง ร ล ให้ชัดเจน
   2. อ่านให้ถูกจังหวะ
         2.1 ควรรู้จักฉันทลักษณ์ของคำประพันธ์ที่จะอ่าน
         2.2 การอ่านทำนองเสนาะจะเร่งจังหวะเร็วขึ้นเมื่ออ่านบทที่เกี่ยวกับการโกรธและลดจังหวะช้าลง
เมื่ออ่านบทที่เกี่ยวกับความรักหรือความเศร้า ความเจ็บปวด
  3.  อ่านให้มีทำนอง
         3.1 ควรรู้จักลีลาที่เป็นไปตามจังหวะหรือทำนองการออกเสียงของคำประพันธ์แต่ละประเภท
         3.2 ควรอ่านทำนองคำประพันธ์ให้พอเหมาะกับเสียงตน
  4. อ่านให้มีเสียงดัง
         4.1  ควรอ่านทำนองเสนาะให้มีเสียงดังพอที่จะได้ยินทั่วกัน
         4.2 ควรรู้จักอ่านให้ดังฟังให้ชัดเจน ให้เสียงสัมผัส จังหวะและทำนองที่อ่านกระทบหูและใจ
   5. อ่านให้มีอารมณ์
         5.1 ควรเข้าให้ถึงรสและตีความให้ได้ว่าเป็นรสรัก โศก ตื่นเต้น คึกคัก หรือเกลียดชัง แล้วอ่านให้น้ำเสียง
               สอดคล้องกับรสหรืออารมณ์นั้นๆ
         5.2 ควรอ่านบทวรรณคดีให้มีสำเนียง อารมณ์ หรือความรู้สึกที่แท้จริงของกวี ย่อมทำให้ผู้อ่านและผู้ฟัง
               เข้าใจเนื้อเรื่องและสนุกไปด้วย
วิธีการอ่านกลอน
    1. ตามปกติกลอนแปด จะแบ่งจังหวะเป็ฯ สาม/สอง/สาม เสมอกันทุกวรรค โดยมีข้อเน้น คือจะต้องอ่าน
ให้ได้สัมผัส จะต้องอ่านเน้นสัมผัสนอก อันเป็นสัมผัสบังคับของคำประพันธ์นี้
    2. การใส่ทำนอง ปัจจุบันทำนองกลอนที่นิยมอ่านกันมาก คือทำนองนักเรียน ที่นักเรียนฝึกอ่านกันใน
โรงเรียนทั่วไป โดยในบทหนึ่งอ่านเป็นทำนองเสียงสูงในสองวรรคแรก และอ่านเป็นทำนองเสียงต่ำ
ในสองวรรหลัง
   3.  การใส่อารมณ์และความรู้สึกขณะอ่าน ให้เหมาะสมกับบรรยากาศของเรื่องที่กวีวางไว้ต้องการแสดง
ความรัก ความคึกคัก การคร่ำครวญ ซึ่งอาจจะอ่านเอื้อนเสียงกระแทกเสียง หรือทอดเสียงให้เหมาะสมเป็น
ตอน ๆ ไป



การเขียนรายงานเชิงวิชาการ


การเขียนรายงานทางวิชาการ
โดย อจ.ประสิทธิ์ พงศ์อุดม
ความนำ
การเขียนรายงาน คือการเขียนเสนอผลงานที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าหรือปฏิบัติงานอย่างหนึ่งอย่างใดโดยละเอียด เพื่อให้อาจารย์ผู้สั่งงานหรือผู้สนใจทั่วไปพิจารณา โดยปรกติการเขียนรายงานทางวิชาการในชั้นเรียนมีเป้าหมายสำหรับอาจารย์ผู้สอนหรือผู้สั่งงานเป็นสำคัญ ลักษณะการนำเสนอรายงาน มีรายละเอียดดังนี้
รูปแบบ การจัดทำรายงานประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้
1.             ชื่อเรื่อง
2.             ชื่อผู้ทำรายงาน
3.             คำนำ
4.             สารบัญ
5.             บทนำ
6.             เนื้อหา
7.             บทสรุป
8.             บรรณานุกรม
ลักษณะต่างๆ ของรูปแบบรายงาน
ชื่อเรื่อง ชื่อเรื่องที่ดีควรเป็นชื่อเรื่องที่กะทัดรัด บอกบรรยากาศของเนื้อหาที่ชัดเจน และมีขอบข่ายที่แน่นอน
ชื่อผู้ทำรายงาน ผู้ทำรายงานอาจเป็นคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ตามการสั่งงานของผู้สอน
อนึ่ง ในการเสนอรายงานต่ออาจารย์ผู้สอนต้องจัดทำหน้าปกที่แสดงถึงรายละเอียดต่างๆ คือชื่อเรื่อง ชื่อผู้จัดทำรายงาน ชื่ออาจารย์ที่นำเสนอ ชื่อกระบวนวิชา ภาคเรียน ปีการศึกษา สาขา คณะ และสถาบันการศึกษา ดังตัวอย่าง
รายงานเรื่อง
แนวคิดและบทบาทของ ศจ.แดเนียล แมคกิลวารี ในการสร้างผู้นำคริสตจักรไทยในภาคเหนือ
โดย
นางสาวเฉลียวฉลาด ล้ำเลิศปัญญานิรันด
เสนอ
อาจารย์ประสิทธิ์ พงศ์อุดม
รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชา ทศ.341 ประวัติศาสตร์คริสตจักร 3
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2541
สาขาคริสต์ศาสนศึกษา คณะศาสนศาสตร์แมคกิลวารี มหาวิทยาลัยพายัพ
คำนำ คำนำของรายงาน คือข้อตกลงเบื้องต้นระว่างผู้ทำรายงานกับผู้อ่านรายงานที่จะช่วยให้การอ่านรายงานนั้นถูกต้อง และได้ผลดียิ่งขึ้น คำนำไม่ใช่ข้อแก้ตัวหรือออกตัวของผู้ทำรายงาน
สารบัญ เป็นองค์ประกอบของรายงานที่จะเป็นแนวทางให้ผู้อ่านรายงานได้ทราบถึงสาระภายใน และสารบัญนี้ยังช่วยให้ผู้ทำรายงานมีแนวทางในการเขียนนำเสนอของตนด้วย
บทนำ คือคำอธิบายที่บอกให้ทราบว่า การทำรายงานนั้นมีความมุ่งหมายอย่างไร งานค้นคว้ากว้างแคบเพียงใด ใช้วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้าอย่างไร เป็นกติกาตกลงก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหา
เนื้อหา คือข้อมูลทั้งปวงที่ได้จากการเลือกสรรเอาจากการศึกษาค้นคว้าทั้งหมดและได้จัดระเบียบข้อมูลที่ได้เลือกสรรแล้วนั้นเป็นอย่างดี เป็นข้อมูลที่มีความถูกต้อง กว้างขวางและลึกซึ้ง ซึ่งต่างเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะช่วยพิสูจน์สมมติฐานที่ตั้งไว้ว่าเป็นจริงหรือไม่
เนื้อหาของรายงานที่นำข้อมูลทั้งปวงมาเสนอต้องอ้างหลักฐานที่มาให้ถูกวิธี (อ้างปนกับเนื้อหาหรือทำเชิงอรรถ ในทางมนุษยศาสตร์นิยมการอ้างแบบเชิงอรรถเพราะสามารถพิสูจน์สืบค้นหรือเข้าใจได้ง่าย)
บทสรุป เป็นการสรุปผลการศึกษาค้นคว้า มีการอภิปรายถึงผลการศึกษาค้นคว้าและข้อเสนอแนะ
บรรณานุกรม คือบัญชีรายชื่อแหล่งอ้างอิงข้อมูลในการศึกษาค้นคว้าเรื่องนั้นๆ ซึ่งจัดเรียงไว้ตามลำดับอักษรของชื่อผู้แต่ง หรือชื่อหน่วยงานของผู้ที่เป็นเจ้าของ โดยแต่ละรายการจะบอกชื่อผู้แต่ง ชื่อหนังสือ หรือชื่อเรื่อง บอกแหล่งพิมพ์ (สำนักพิมพ์ หรือชื่อวารสาร หรือนิตยสารที่บ่งบอกเลขบอกฉบับ) บอกปีที่พิมพ์เผยแพร่ ในกรณีที่เอามาจากวารสารหรือนิตยสารให้บอกหน้าที่ข้อความนั้นปรากฏด้วย
ระดับภาษาในการเขียนรายงาน
ภาษาที่ใช้ในการเขียนรายงานต้องใช้ภาษาระดับมาตรฐานเป็นภาษาทางวิชาการหรือกึ่งวิชาการตามความเหมาะสม
ภาษาแบบทางการหรือภาษาราชการ (Formal Language) ที่ใช้ในงานเขียนทางวิชาการหรืองานเขียนสำหรับพิธีการต่างๆ มีลักษณะดังนี้
  • 1. ใช้คำและข้อความที่สุภาพ ศัพท์บัญญัติ ศัพท์ทางราชการ
  • 2. ใช้คำเต็มไม่ใช้คำย่อ สำหรับตำแหน่ง ยศ คำนำหน้าหรือคำย่ออื่นๆ
  • 3. ใช้ภาษาระดับเดียวกัน ไม่ใช้ภาษาแสลงหรือภาษาถิ่น
  • 4. เขียนเป็นรูปประโยคสมบูรณ์ ไม่ตัดทอน
  • 5. ข้อเขียนเป็นทางการ เป็นกลาง เคร่งขรึม
  • 6. ไม่ใช้คำแสดงอารมณ์ โต้แย้ง เล่นสำนวนโวหาร
ลักษณะของภาษากึ่งทางการมีดังนี้ คือ
  • 1. ใช้ภาษาสุภาพที่ใช้พูดกันในชีวิตประจำวัน
  • 2. รูปประโยคอาจตัดทอนได้
  • 3. คำย่อที่เป็นที่ยอมรับก็ใช้ได้
  • 4. อาจใช้สำนวนโวหารแสดงอาการได้ แต่ไม่หยาบคาย
  • 5. ไม่เคร่งครัด อาจมีการผ่อนคลาย ตลกขบขันได้
กลวิธีในการเสนอเนื้อหา
  • 1. เมื่อจะเขียนรายงานเรื่องใดให้ศึกษาค้นคว้าเรื่องต่างๆ ที่สอดคล้องกับเชื่อเรื่องที่จะเขียน จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • 2. จดบันทึกข้อความที่พาดพิงถึงเรื่องนั้นไว้อย่างเป็นระเบียบ
  • 3. จำแนกข้อมูลที่ได้ประเด็นต่างๆ แล้วจัดเข้าเป็นหมวดหมู่
  • 4. พิจารณาเลือกสรรเนื้อหาเฉพาะที่เป็นประโยชน์
  • 5. จัดระเบียบข้อมูลทั้งปวงเป็นระบบแล้วเขียนรายละเอียดข้อมูลนั้นตามลำดับความสัมพันธ์
แบบการเขียนเชิงอรรถและบรรณานุกรมที่ใช้บ่อย
การเขียนเชิงอรรถ
หนังสือ
1ประสิทธิ์ พงศ์อุดม, ป้อเก๊า แม่เดิม : ประวัติศาสตร์ชุมชนคริสเตียนดอยสะเก็ด (กรุงเทพมหานคร : ชวนพิมพ์, 1993), หน้า 11.
2 เรื่องเดียวกัน, หน้า 18.
3 Lillian Johnson Curtis, The Laos of North Siam (New York : Fleming H. Revell Company, 1903), p. 269.
4 ประสิทธิ์ พงศ์อุดม, "ป้อเก๊า แม่เดิม : ...., หน้า 32.
5 John H Freeman, An Oriental land of the Free (Philadelphia : The Westminster Press, 1910), p.232.
6 lbid., p. 275.
7 Curtis, The Laos of North Siam, p. 285.
8 Daniel McGilvary, A Half Century Among the Siameses and Laos (New York : Fleming H. Revell Company, 1912), p.327.
บทความในหนังสือ
เฮอร์เบิท อาร์ สวอนสัน, "การนำคริสต์ศาสนาเข้าสู่สังคมไทย : กรณีคริสตจักรเพชรบุรี," ใน ศาสนาคริสต์ - มิชชันนารี - สังคมไทย, เฮอร์เบิท อาร์ สวอนสัน และประสิทธิ์ พงศ์อุดม, บรรณาธิการ (เชียงใหม่ : เจริญการพิมพ์, 1992) : 131.
วิทยานิพนธ์
ประสิทธิ์ พงศ์อุดม,. "การถ่ายทอดวิทยาการตะวันตกในสังคมไทย : ศึกษาบทบาทของมิชชันนารีโปรเตสแตนท์ ระหว่าง พ.ศ. 2371 - 2411," (วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตร์มหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2533), หน้า 29.
วารสาร
1 Jonathan Wilson, "Victims of Superstition," Woman's Work for Woman 5 (May 1883): 148-150.
2 ชาวเหนือ (นามแฝง), "ข่าวจากโรงเรียนพระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี เชียงใหม่," ข่าวคริสตจักร 7 (มกราคม 1935) : 66.
3 คำมูล ชินวงศ์, "คริสตจักรที่สาบสูญ : วังหมุ้น," เพื่อนผู้นำ 4(มีนาคม-เมษายน 1992) : 34.
เอกสาร
1 Daniel McGilvary to Cornelia McGilvary, May 18th 1887. จดหมายจากศาสนาจารย์ดาเนียล แมคกิลวารี, อยู่ที่หอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยพายัพ เชียงใหม่
2 คริสตจักรคุณานุคุณ, "สมุดบันทึกธรรมกิจคริสตจักรคุณานุคุณ, 1956-1970," 24 ตุลาคม 1967.
3 ธรรมกิจคริสตจักรภาคที่ 1 เชียงใหม่, "รายงานการประชุมธรรมกิจคริสตจักรภาคที่ 1 เชียงใหม่, ครั้งที่ 13/1995," 18-22 เมษายน 1995.
สัมภาษณ์
สัมภาษณ์นายสม มณีศักดิ์ โดยประสิทธิ์ พงศ์อุดม, วันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ.1988.
สัมภาษณ์นางธิดา กันยาคำ โดยคำมูล ชินวงศ์, วันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1992.
การเขียนบรรณานุกรม
หนังสือ
ประสิทธิ์ พงศ์อุดม. "ป้อเก๊า แม่เดิม : ประวัติศาสตร์ชุมชนคริสเตียนดอยสะเก็ด. กรุงเทพมหานคร :
ชวนการพิมพ์, 1993.
Curtis. Lillian Johnson. The Laos of north Siam. New York : Fieming H. Revell Company,1903.
Freeman. John H. An oriental land of the Free. Philadelphia : The Westminster Press,1910.
McGilvary. Daniel. A Half Century among the Siameses and Laos. New York : Fleming H. Revell Company, 1912.
บทความในหนังสือ
สวอนสัน, เฮอร์เบิท อาร์. "การนำคริสต์ศาสนาเข้าสู่สังคมไทย : กรณีคริสตจักรเพชรบุรี." ใน ศาสนาคริสต์-มิชชันนารี-สังคมไทย. หน้า 107-152. เฮอร์เบิท อาร์ สวอนสัน และประสิทธิ์ พงศ์อุดม.บรรณาธิการ. เชียงใหม่ : เจริญการพิมพ์. 1992.
วารสาร
Wilson, Jonathan ."Victims of Superstition," Woman's Work for Woman 5(May 1883) : 135-155.
ชาวเหนือ (นามแฝง). "ข่าวจากโรงเรียนพระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี เชียงใหม่" ข่าวคริสตจักร 7 (มกราคม 1935) : 66.
คำมูล ชินวงศ์. "คริสตจักรที่สาบสูญ : วังหมุ้น," เพื่อนผู้นำ 4(มีนาคม-เมษายน 1992) : 30-34.
เอกสาร
McGilvary, Daniel จดหมายจากศาสนาจารย์ดาเนียล แมคกิลวารี. อยู่ที่หอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยพายัพ เชียงใหม่
คริสตจักรคุณานุคุณ. "สมุดบันทึกธรรมกิจคริสตจักรคุณานุคุณ, 1956-1970.
ธรรมกิจคริสตจักรภาคที่ 1 เชียงใหม่, "รายงานการประชุมธรรมกิจคริสตจักรภาคที่ 1 เชียงใหม่, ครั้งที่ 13/1995," 18-22 เมษายน 1995.
สัมภาษณ์
สม มณีศักดิ์.สัมภาษณ์สม มณีศักดิ์ โดยประสิทธิ์ พงศ์อุดม. วันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ.1988.
ธิดา กันยาคำ สัมภาษณ์นางธิดา กันยาคำ โดยคำมูล ชินวงศ์. วันที่ 15 พฤศจิกายน 1992.
แหล่งอ้างอิง:
บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คู่มือการพิมพ์วิทยานิพนธ์. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2529.
เสาวนีย์ สิกขาบัณฑิต. การเขียนสำหรับการสื่อสาร. พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพ : สำนักพิมพ์ ดวงกมล,2534.
สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์. การเขียน. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพ : ไทยวัฒนาพานิช, 2531.


วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

นิทานเรื่องชัยชนะวัยใส

นิทานเรื่องชัยชนะวัยใส
โดย นายชราวุฒิ   สาวิมาตย์
คบ. ภาษาไทยหมู่ที่ 1  ปีที่ 3 
รหัส  533410010147
http://www.mediafire.com/?w5wvxzxrczbv2p2

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ศิลปะการสื่อสารด้านคำประพันธ์ไทย

คำประพันธ์  หมายถึง  ถ้อยคำที่เรียบเรียงให้เป็นระเบียบตามบัญญัติแห่งฉันทลักษณ์  โดยมีกำหนดข้อบังคับต่างๆ  เพื่อให้เกิดความครึกครื้นและมีความไพเราะแตกต่างไปจากถ้อยคำธรรมดา

ความเป็นมาของคำประพันธ์ไทย 

               คำประพันธ์ของไทยถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด  ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้  แต่ถ้าเชื่อตามที่เคยกล่าวกันมาว่าไทยเป็นชาตินักกลอนแล้ว  คำประพันธ์ของไทยต้องมีมาก่อนที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราช  จะทรงประดิษฐ์อักษรไทยในปี พ.ศ.๑๘๒๖  แต่เป็นคำประพันธ์ที่บันทึกไว้ในสมอง  และถ่ายทอดกันด้วยปากหรือที่เรียกว่า  “กลอนสด”  นั่นเอง

               คำประพันธ์หรือบทร้อยกรอง  มาปรากฏเป็นหลักฐานครั้งแรกในวรรณคดีเรื่อง  “ลิลิตโองการแช่งน้ำ”  หรือ  “ประกาศแช่งน้ำโคลงห้า”  ซึ่งเชื่อกันว่าแต่งใน  รัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง พ.ศ. ๑๘๒๙-๑๙๑๒)  เป็นคำประพันธ์ประเภทโคลงกับร่าย

               ถ้าสังเกตดูในศิลาจารึกสุโขทัย  หลักที่ ๑ จะมีลักษณะคำประพันธ์  หรือบทร้อยกรองเพราะจะเห็นลักษณะสัมผัสซึ่งเกิดจากการใช้คำคล้องจองกัน  เช่น  “ในน้ำมีปลา  ในนามีข้าว”  “เพื่อนจูงวัวไปค้า  ขี่ม้าไปขาย”  “ไพร่ฟ้าหน้าใส”

               คำประพันธ์ไทยนี้  สำนักวัฒนธรรมทางวรรณกรรม  ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕  ใช้เรียกวรรณกรรมประเภทที่มีลักษณะบังคับในการแต่ง  หรือมีการกำหนดคณะว่า “ร้อยกรอง”  ควบคู่กันกับคำว่า  “ร้อยแก้ว” อันเป็นความเรียง

               คำประพันธ์ที่เรียกว่า  ร้อยกรองในปัจจุบัน  โบราณเรียกกันหลายอย่าง เช่น  เรียกว่า  “กลอน”  ในลิลิตพระลอเรียกว่า “กาพย์”  ในกาพย์มหาชาติเรียกว่า “ฉันท์”  ในลิลิตยวนพ่ายเรียกว่า “กานท์”  ในทวาทศมาส  และเรียกอีกหลายอย่างเป็นต้นว่า “บทกลอน”  “กาพย์กลอน”  “บทกวี”  “กวีนิพนธ์”  “กวีวัจนะ”  “บทประพันธ์”  และ “คำประพันธ์”

ฉันทลักษณ์ของคำประพันธ์ 

               ฉันทลักษณ์  แปลว่า  ตำราว่าด้วยคำประพันธ์  หมายถึงระเบียบและข้อบังคับต่างๆ  ที่ใช้ในการแต่งคำประพันธ์ชนิดต่างๆ

รูปแบบของคำประพันธ์ไทย 

               รูปแบบของคำประพันธ์ไทย  หรือชนิดของคำประพันธ์  ได้แก่  ถ้อยคำที่นำมาเรียบเรียงกันโดยมีกำหนดเอาไว้เป็นแบบแผน  จำแนกออกเป็นประเภทใหญ่ได้ ๕ ประเภทได้แก่

                                               ๑. กลอน                                ๒. โคลง

                                               ๓. ร่าย                                    ๔. กาพย์

                                               ๕. ฉันท์

  ซึ่งจะได้แยกกล่าวแต่ละประเภทอย่างละเอียดในบทต่อไป



ลักษณะบังคับของคำประพันธ์ 

               ในการแต่งคำประพันธ์ชนิดต่างๆ  จะต้องรู้จักลักษณะที่สำคัญ  เกี่ยวกับการประพันธ์ต่อไปนี้

๑.       คณะ  คือข้อกำหนดเกี่ยวกับรูปแบบของคำประพันธ์แต่ละชนิด  ว่าจะต้องประกอบด้วย

ส่วนย่อยๆอะไรบ้าง

คำที่เป็นส่วนย่อยของคณะได้แก่  บท  บาท  วรรค  คำ

ลักษณะบังคับข้อนี้สำคัญมาก  คำประพันธ์ทุกชนิดจะต้องมี คณะ  ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นคำ

ประพันธ์  คณะเป็นสิ่งที่ช่วยกำหนดรูปแบบของคำประพันธ์แต่ละชนิดให้เป็นระเบียบ  เพื่อใช้เป็นหลักในการแต่งต่อไป

 ตัวอย่างคณะของโคลงสี่สุภาพ  มีดังนี้

               โคลงสี่สุภาพบทหนึ่งมี ๔ บาท  บาทที่ ๑,๒ และ ๓ มีบาทละ ๒ วรรคและมีจำนวนคำเท่ากันทั้ง ๓ บาท  คือ บาทละ ๗ คำ  ส่วนบาทที่  ๔  มี ๒ วรรคเช่นเดียวกัน  แต่จำนวนคำเพิ่มขึ้นในวรรคหลังอีก ๒ คำ  รวมเป็น  ๙ คำ

               คำว่า “คณะ” ยังมีที่ใช้อีกความหมายหนึ่ง  สำหรับคำประพันธ์ประเภทฉันท์  ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป

๒.     พยางค์  คือเสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่งๆ  บางทีก็มีความหมายเช่น  เมือง ไทย นี้ ดี  บางทีก็

ไม่มีความหมาย  แต่เป็นส่วนหนึ่งของคำ  เช่น  ภิ  ในคำ  อภินิหาร  ยุ ในคำ ยุวชน  กระ ในคำ กระถาง  เป็นต้น

               เนื่องจากคำไทยเราแต่เดิมมีพยางค์เดียวโดยมาก  ฉะนั้นในการแต่งคำประพันธ์  เราถือว่าพยางค์ก็คือคำนั่นเอง  ในคำประพันธ์แต่ละชนิดมีการกำหนดพยางค์ (คำ) ไว้แน่นอน  ว่า วรรคหนึ่งมีกี่พยางค์ (คำ)

               ในคำประพันธ์ประเภทฉันท์  ซึ่งถือ ครุ  ลหุ  เป็นสำคัญ  เรานับแต่ละพยางค์เป็น ๑ คำเสมอ  เช่น  สุจริต  นับเป็น ๓ พยางค์  (๓คำ)  แต่ถ้าคำสุจริตไปอยู่ในโคลง  เช่น 

               “สุจริต  คือเกราะบัง  ศาสตร์พ้อง”  เรานับ เพียง ๒  คำเท่านั้น  คือให้รวมเสียงลหุ  ๒ พยางค์ที่อยู่ใกล้กันเป็น ๑ คำ

               และในทำนองเดียวกัน  ถ้าคำใดมี ๒ พยางค์  เป็นลหุพยางค์หนึ่ง เช่น กระถาง สมัคร ตลาด สะบัด  ก็อนุโลมให้นับเป็น ๑ พยางค์  (คำ) ได้

               จะเห็นได้ว่าในการนับพยางค์ (คำ)นั้น  ต้องแล้วแต่ลักษณะบังคับของร้อยกรองแต่ละประเภท  ซึ่งผู้แต่งคำประพันธ์จะต้องสังเกตให้ดี

๓.     สัมผัส  คือลักษณะที่บังคับให้ใช้คำคล้องจองกัน  สัมผัส  เป็นลักษณะที่สำคัญที่สุดในคำประพันธ์  ของไทย  คำประพันธ์ทุกชนิดจำเป็นต้องมีสัมผัส

ชนิดของสัมผัสที่สมควรรู้มี ๔ อย่างดังนี้

๑)  สัมผัสสระ  ได้แก่คำที่มีเสียงสระตรงกัน  ถ้ามีตัวสะกดก็ต้องเป็นตัวสะกดในมาตรา

เดียวกัน  เช่น

                นะ          สัมผัสกับ               ยะ           มะ           ค่ะ

                คน          สัมผัสกับ               จน          ก่น          ล้น

                ถาด         สัมผัสกับ               สาด        บาด        ขาด

                ชุน          สัมผัสกับ               มุ่น          คุ้น          ตุ๋น

               จะเห็นได้ว่าคำข้างต้นนี้แต่ะละชุดให้สระเดียวกัน  และใช้ตัวสะกดในมาตราเดียวกัน  แม้จะใช้วรรณยุกต์ต่างกัน  ก็ถือว่าสัมผัสกันได้

               มีข้อควรระวังว่า  อย่าใช้  สระเสียงสั้นสัมผัสกับสระเสียงยาว  แม้ว่าจะมีตัวสะกดเดียวกันก็ไม่ถือว่าสัมผัสสระกัน  เช่น  กิน  ไม่สัมผัสสระกับ  ปีน  ศีล  จีน  ตีน

๒)    สัมผัสอักษร  ได้แก่คำที่ใช้พยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน  อาจเป็นตัวอักษรที่เป็นพยัญชนะ

เดียวกัน  หรือพยัญชนะที่มีเสียงสูงต่ำเข้าคู่กันก็ได้  หรือพยัญชนะควบชุดเดียวกันก็ได้  เช่น

     กาง         สัมผัสอักษรกับ                    กีด           กั้น          กอด        กุ้ง

     คาน        สัมผัสอักษรกับ                    คาบ        คัด           ข้า           เฆี่ยน

     ปรุง        สัมผัสอักษรกับ                    ปราม      ปรับ        เปรียบ    เปรย

               ๓)  สัมผัสนอกเป็นสัมผัสบังคับ  ที่จะต้องมีบทประพันธ์ต่างๆได้แก่สัมผัสที่ส่งและรับกันระหว่างวรรค  ระหว่างบาท  และระหว่างบทและต้องเป็นสัมผัสสระ เท่านั้น เช่น        กลอน : 

                         จะพูดจาปราศรัยกับใครนั้น               อย่าคะคั้นตะคอกให้เคืองหู

                 โคลง  : 

                               ยามจนคนเคียดแค้น           ชิงชัง

                               ยามมั่งมีคนประนัง              นอบน้อม



รูปแบบการส่งสัมผัส  ซึ่งคำประพันธ์ทุกชนิดต้องใช้แบบใดแบบหนึ่ง  ดังต่อไปนี้              

๑.       แบบร่าย  มีลักษณะเด่น  คือ  ส่งสัมผัสต่อๆกันไปทุกวรรคตั้งแต่ต้นจนจบ

๒.     แบบกานท์  หรือกลอนหัวเดียว  มีลักษณะเด่นคือ  ส่งสัมผัสท้ายบาทเป็น     เสียงเดียวกันตั้งแต่บาทแรกจนบาทสุดท้าย

๓.     แบบกลอนสังขลิก  มีลักษณะเด่นคือ  ไม่มีสัมผัสระหว่างบท

๔.     แบบกลอนสุภาพ  มีลักษณะเด่นคือ  ส่งสัมผัสครบทั้งระหว่างวรรค  ระหว่าง  บาท  และระหว่างบท

๕.     แบบกาพย์  มีลักษณะเด่น  คือ  ทิ้งสัมผัสระหว่างวรรคในวรรคสุดท้าย  ของบท

ยานี 

 

ฉบัง 

 

สุรางคนางค์



๖.      แบบโคลง  มีลักษณะเด่น  คือ  ไม่มีสัมผัสระหว่างวรรค

โคลงสี่สุภาพ 

 

โคลงสุภาพ




๓)    สัมผัสใน  เป็นสัมผัสไม่บังคับ  ได้แก่คำสัมผัสที่คล้องจองกันอยู่ภายในวรรคเดียวกันอยู่

เป็นสัมผัสสระหรือสัมผัสอักษรก็ได้  สัมผัสในนั้นจะช่วยให้บทประพันธ์มีความไพเราะขึ้น

               ตัวอย่างสัมผัสใน เป็นสัมผัสสระ                     เป็นสัมผัสอักษร

               ในโลกนี้มีอะไรของไทยแท้                      ของไทยแน่นั้นหรือคือภาษา

ทั้งคนมีคนจนแต่ต้นมา                                          ใช้ภาษาไทยทั่วทุกตัวคน

             เรื่องของสัมผัสนี้  รองอำมาตย์เอกหลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถึก  จิตรถึก)  ซึ่งเป็นนักปราชญ์และกวีในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ  ได้จัดประเภทลักษณะของสัมผัสในเป็นพวกๆ ไว้ในหนังสือประชุมลำนำ  ดังนี้

               สัมผัสสระ แยกสัมผัสสระ เพื่อให้ไพเราะ คือ

๑.       สระเดียวกันเรียงสองคำ  เรียกว่า เทียบเคียง เช่น

พระวิโยคโศกเศร้าเปล่าเปลี่ยว                         เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระวสา

๒.     สระเดียวกันเรียงกันสามคำ  เรียกว่า  เทียบเคียง เช่น

อมรแมนแม่นแม้นเจ้างามโฉม                          ถ้ารักนักมักหน่ายคล้ายอิเหนา

๓.     สองสระเรียงกัน  สระละสองคำ  เรียกว่า ทบเคียง  เช่น

จึงแย้มเยื้อนเอื้อนโอษฐ์โปรดประภาษ

แต่วิชาวาลีมีไฉนแม้นพระองค์ทรงเดชเจตนา

๔.     สระเดียวสองคำมีสระอื่นคั่นกลางหนึ่งคำ  อยู่ปลายวรรค  เรียกว่า  เทียมแอก  เช่น

ดูประเทืองเรืองแสงทองสาดส่อง

๕.     สระเดียวสองคำ  มีสระอื่นคั่นกลางหนึ่งคำ  อยู่ต้นวรรค  หรือกลางวรรค เป็น แทรกเคียง เช่น

ก้ามปูแลเชือกร้อยเขาห้อยท้าย                         เมื่อยามไร้แลงามกว่าชามดิน

ขย้ำเขี้ยวขบปากดังนาคเป็น                              ตาแม้นมองมุ่งสะดุ้งกาย

๖.      สระเดียวสองคำมีสระอื่นคั่นกลางสองคำ  เรียกว่า  แทรกแอก  เช่น

เราขอบใจจะเลี้ยงให้เที่ยงธรรม์

               ถ้าจะคิดจริงๆก็มีเพียง ๔ แบบคือ ตัดข้อ ๔ กับข้อ ๖ ออกไปได้  ส่วนสัมผัสในที่เป็นสัมผัสพยัญชนะ ท่านกำหนดได้ ๗ แบบดังนี้

๑.       ใช้พยัญชนะต้นตัวเดียวกันเรียงสองคำ  เรียกว่า  คู่  เช่น

จนลืมตัวมัวหมองเพราะต้องตา

เป็นทุกข์ร้อนรักนางถึงอย่างนี้

๒.     ใช้พยัญชนะเดียวกันเรียงกันสามคำ  เรียกว่า  เทียบคู่  เช่น

เขาว่าไว้หวานนักก็มักรา

อย่าถือใจแจ้งจริงทุกสิ่งสรรพ์

จะได้ชูเชยชมสมเกสร

จงตรึกตราตรองความตามบุราณ

๓.     ใช้พยัญชนะเดียวกันเรียงสี่คำซ้อน  เรียกว่า  เทียบรถ  เช่น

เสียงจิ้งหรีดหวีดแว่ววิเวกใจ

ต้องตรึกตราตรอมจิตเพราะปิดความ

๔.     ใช้พยัญชนะตัวเดียวกัน  เรียงห้าคำซ้อน  เรียกว่า  เทียมรถ  เช่น

ยามกระสอบกรอบแกรกกระไกรกริก

                               พี่จำใจจำจากเจ้าพรากมา

                               มานึกหน้านิ่มน้องนวลผ่องพรรณ

๕.     ใช้พยัญชนะต้นเรียงกันเป็นสองคู่  เรียกว่า ทบคู่  เช่น

ขอหมายมั่นบุญเบื้องบุรพา (เพลงยาวเจ้าฟ้ากุ้ง)

หม้อข้าวขันตกแตกกระจายราย (นิราศพระบาท)

มีรูปรากษสสองอสูรขยัน (นิราศพระบาท)

จะโครมครึก  เซ็งแซ่ด้วยแตรสังข์

๖.      ใช้พยัญชนะเดียวสองคำมีพยัญชนะอื่นคั่นกลางหนึ่งคำ  เรียกว่า  แทรกคู่  เช่น

ขอหมายมั่นกว่าจะม้วยชนมาน

เสี่ยงผลที่ได้เพิ่มบำเพ็ญมา

เสียดายเกิดมาเกินน่าน้อยใจ

ดังป่าช้าพงชัฎสงัดคน

๗.     ใช้พยัญชนะเดียวสองคำ  มีพยัญชนะอื่นคั่นกลางสองคำ  เรียกว่า  แทรกรถ  เช่น

ก็เหมือนอกกระต่ายดงที่หลงเดือน

ดลใจมิตรอย่าให้เหมือนกับกรุงใหญ่

เห็นเทพีมีหนามลงราน้ำ

ถึงคลองขวางบางจากยิ่งตรมจิต

แต่เดือนยี่นี่ก็ย่างเข้าเดือนสาม

๔.  คำครุ  คำลหุ  เป็นคำที่บังคับใช้เฉพาะบทประพันธ์ประเภท  ฉันท์  เท่านั้น

คำครุ  ได้แก่คำที่ประสมด้วยสระเสียงยาวในแม่ ก กา  เช่น  กา  ตี  งู  กับคำที่ประสมด้วย

สระเสียงสั้นหรือเสียงยาวก็ได้ที่มีตัวสะกด  เช่น  นก  บิน  จาก  รัง  นอน  และคำที่ประสมด้วยสระ  อำ  ไอ  ใอ  เอา  ซึ่งถือว่าเป็นเสียงมีตัวสะกด  ก็จัดเป็นคำครุด้วย

                      คำครุ  เวลาเขียนเป็นสัญลักษณ์  ใช้เครื่องหมายเหมือนไม้หันอากาศ      แทน

                      คำลหุ  ได้แก่คำที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นในแม่ก กา  เช่น  จะ ติ  มุ  เตะ  และคำที่ใช้พยัญชนะคำเดียว  เช่น  ก็  บ่  ณ  ธ  นอกจากนี้คำที่ประสมด้วยสระอำ  บางทีก็อนุโลมให้เป็น  ลหุได้  เช่น  ลำ

                      คำลหุ  เวลาเขียนเป็นสัญลักษณ์  ใช้เครื่องหมายเหมือนสระอุ    ุ   แทน

๕.  คำเอก  คำโท  หมายถึงพยางค์ที่บังคับด้วย  ไม้เอก  และไม้โท  สำหรับใช้กับคำประพันธ์ประเภทโคลงเท่านั้น  มีข้อกำหนดดังนี้

                      คำเอก  ได้แก่  พยางค์ที่มีไม้เอกบังคับทั้งหมด  เช่น  จ่า  ปี่  ขี่  ส่อ  น่า  คี่  และพยางค์ที่เป็นคำตายทั้งหมด  จะมีเสียงวรรณยุกต์ใดก็ได้  เช่น  กาก  บอก  มาก  โชค  คิด  รัก

                      คำเอกโทษ  คือคำที่ไม่เคยใช้ไม้เอก  แต่เอามาแปลงใช้โดยเปลี่ยนวรรณยุกต์เป็นเอกเพื่อให้ได้เสียงเอกตามบังคับ  เช่น  เสี้ยม  เปลี่ยนเป็น  เซี่ยม , สร้าง  เปลี่ยนเป็น  ซ่าง ,  คำเช่นนี้อนุโลมให้เป็นคำเอกได้

                      คำโท  ได้แก่พยางค์ที่มีไม้โทบังคับทั้งหมด  เช่น  ถ้า  ป้า  น้า  น้อย  ป้อม  ยิ้ม 

                      คำโทโทษ  คือคำที่ไม่เคยใช้ไม้โท  แต่เอามาแปลงใช้โดยเปลี่ยนวรรณยุกต์เป็นโทเพื่อให้ได้เสียงโทตามบังคับ  เช่น  เล่น  เปลี่ยนเป็น  เหล้น  ,  ช่วย  เปลี่ยนเป็น  ฉ้วย  ,  คำเช่นนี้อนุโลมให้ใช้เป็นคำโทได้

๖.  คำเป็น  คำตาย 

                     คำเป็น  ได้แก่พยางค์ที่ผสมด้วยสระเสียงยาวในมาตราแม่ ก กา  เช่น  มา  ขี่  ถือ  ปู่  เมีย  กับพยางค์ที่ผสมด้วย  สระ  อำ  ไอ ใอ  เอา  เช่น  ทำ  ไป  ใส่  เขา  และพยางค์ที่สะกดด้วยมาตราแม่  กง  กน  กม  เกย  เกอว  เช่น  สั่ง  ถ่าน  ส้ม  ตาย  เร็ว

                     คำตาย  ได้แก่พยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงสั้น  ในมาตราแม่  ก กา  เช่น  จะ ติ  ผุ  และ  และพยางค์ที่สะกดด้วยมาตราแม่  กก  กด  กบ  เช่น  ปัก  นาค  ติด  มืด  เก็บ  สาป

                     คำตายนี้ใช้แทนคำเอกในโคลงได้

๗.  เสียงวรรณยุกต์  หมายถึงคำที่มีเสียงวรรณยุกต์ทั้ง  ๕  เสียง  เสียงวรรณยุกต์นี้เป็น

ลักษณะสำคัญที่ใช้บังคับในกลอนและกาพย์บางชนิด  เช่น  กลอนสุภาพ  คำสุดท้ายของวรรครับห้ามใช้เสียงสามัญ  เป็นต้น

                      เสียงวรรณยุกต์  มี ๕  เสียง  ดังนี้

               เสียงสามัญ  ได้แก่  พื้นเสียงคำเป็นของอักษรกลาง  และอักษรต่ำ  เช่น  การ  เดิน  ทาง  ลม  โชย  มา

               เสียงเอก  ได้แก่  เสียงอักษรกลางและอักษรสูงที่บังคับไม้เอก  เช่น  ก่น  จ่าย  เดี่ยว  ตุ่น  เขี่ย  ถ่าน  สิ่ง  กับเสียงอักษรกลางและอักษรสูงที่เป็นคำตาย  เช่น  จะ  จิก  บอก  ขอบ  ฉก  สาด  และเสียงอักษรต่ำที่มี  ห  นำ  และบังคับไม้เอกเช่น  หนุ่ม  หม่อม  เหลี่ยม

               เสียงโท  ได้แก่  เสียงอักษรกลางและอักษรสูงที่บังคับไม้โท  เช่น  กล้าม  ด้วย  ป้าย  ข้าว  เถ้า  สร้าง  กับเสียงอักษรต่ำที่บังคับไม้เอก  แต่อ่านเป็นเสียงโทเช่น  ฆ่า  ซุ่ม  เท่า  แน่  และคำตายอักษรต่ำที่ผสมด้วยสระเสียงยาว  เช่น  ครอก  โมก  เชือก  มาก

               เสียงตรี  ได้แก่  เสียงอักษรกลางที่บังคับไม้ตรี  เช่น  จุ๊  โต๊ะ  ป๊อก  และคำตายอักษรต่ำที่เป็นสระเสียงสั้น  เช่น  ชุ  นัด  รถ  พระ

               เสียงจัตวา  ได้แก่เสียงอักษรกลางที่บังคับไม้จัตวา  เช่น  จ๋อม  แป๋ว  เอ๋  กับพื้นเสียงคำเป็นอักษรสูง  เช่น  ขา  แผง  สาง  หาม  และพื้นเสียงคำเป็นอักษรต่ำ  ที่มี  ห  นำ  เช่น  หมา  หลาย  หนาม  เหลียว

๘.  คำนำ  หมายถึง  คำที่ใช้ขึ้นต้นสำหรับคำประพันธ์บางประเภท  เช่น

กลอนบทละคร  ขึ้นต้นด้วย  เมื่อนั้น  บัดนั้น  เป็นต้น

               กลอนบทดอกสร้อย  ขึ้นต้นด้วยคำ ๔ คำ  คำที่ ๑  และคำที่ ๓  ซ้ำกัน  คำที่ ๒ บังคับให้เป็น  เอ๋ย  ส่วนคำที่ ๔ เป็นคำอื่น  เช่น  ความเอ๋ยความรัก  วันเอ๋ยวันนี้  เป็นต้น

               กลอนบทสักวา   ขึ้นต้นด้วยคำว่า “สักวา”  เช่น สักวาดาวจระเข้ก็เหหก

๙.  คำสร้อย  คือคำที่ใช้เติมลงท้ายวรรค  ท้ายบาท  หรือท้ายบท  เพื่อความไพเราะหรือเพื่อให้ครบจำนวนคำตามลักษณะบังคับ  บางแห่งก็ใช้เป็นคำถาม  หรือใช้ย้ำความ

               คำสร้อยนี้ใช้เฉพาะในโคลงและร่าย  และมักจะเป็นคำเป็น  เช่น  แลนา  พี่เอย  ฤาพี่  นาพ่อ  แม่แล  น้อยเฮย  หนึ่งรา

               ตัวอย่าง  คำสร้อย                                              

โคลง ๒

                   จำใจจรจากสร้อย                 อยู่แม่อย่าละห้อย

               ห่อนช้าคืนสม                          แม่แล

(ลิลิตตะเลงพ่าย :  กรมพระปรมานุชิตชิโนรส)

 โคลง ๓

             ภูบาลอื้นอำนวย                   อวยพระพรเลิศล้น

     จงอยุธย์อย่าพ้น                            แห่งเงื้อมมือเทอญ    พ่อนา

(ลิลิตตะเลงพ่าย :  กรมพระปรมานุชิตชิโนรส)

   โคลง ๔

          เอียงอกเทออกอ้าง               อวดองค์  อรเอย

 เมรุชุมสมุทรดินลง                         เลขแต้ม

 อากาศจักจานผจง                         จารึก พอฤา

 โฉมแม่หยาดฟ้าแย้ม                      อยู่ร้อนฤาเห็น

นิราศนรินทณ์ :  นายนรินทร์ธิเบศร์(อิน)

  ร่าย

               ธไคลพลคล่ำคล้าย  แลนา  ย้ายมาโดยรัตยา  แลนา  คลาทางบ้านสระแก้ว แลนา  แคล้ว

ทางบ้านสระเหล้า แลนา...  คอยจักผจญศึกกล้า  อยู่กระชั้นค่ายหน้า  ซึ่งตั้งขัดพล  อยู่นา

(ลิลิตตะเลงพ่าย :  กรมพระปรมานุชิตชิโนรส)

   ลักษณะบังคับของคำประพันธ์ทั้ง ๙ ประการ ดังกล่าวมาแล้วนั้น  พอสรุปเป็นลักษณะบังคับของคำประพันธ์แต่ละประเภทได้ดังนี้คือ

ตารางแสดงลักษณะบังคับของคำประพันธ์