วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

6 เทคนิคการอ่านหนังสือเตรียมสอบ


6 เทคนิคการอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบให้ได้ผล ใน 1 เดือน

เทคนิค 6 ข้อ ที่ควรทำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบให้ได้ผล ใน 1 เดือน ซึ่งอาจจะมีข้อสำคัญสำหรับน้องๆ คือ การเลิก Chat ไปสักระยะ (แหม ข้อนี้ทำร้ายจิตใจกันจริงๆ นะคะ) แต่ก็นั่นล่ะค่ะ แชทมากไปก็ไม่ดี น้องๆ ก็รู้อยู่ แชทพอให้หายเครียดก็คงเป็นทางสายกลางที่น่าจะทำนะคะ.. เอ๊า มาดูกัน ว่ามีเทคนิคอะไรน่าสนใจบ้าง

1.ต้องเลิกเที่ยว เลิกดื่ม เลิกสร้างบรรยากาศที่ไม่ใช่การเตรียมสอบ เลิก chat ตอนดึกๆ เลิกเม้าท์โทรศัพท์นานๆ ตัดทุกอย่างออกไป ปลีกวิเวกได้เลย ต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ได้อย่าคิดเลยว่าจะสอบติด ฝันไปเถอะ
2.ตัดสินใจให้เด็ดขาด ว่าต่อไปนี้จะทำเพื่ออนาคตตัวเอง บอกเพื่อน บอกพ่อแม่ บอกทุกคนว่า อย่ารบกวน ขอเวลาส่วนตัว จะเปลี่ยนชีวิต จะกำหนดชีวิตตัวเอง จะกำหนดอนาคตตัวเอง เพราะเราต้องการมีอนาคตที่กำหนดได้ด้วยตัวเอง ใช่หรือไม่
3.ถ้าทำ 2 ข้อไม่ได้ อย่าทำข้อนี้ เพราะข้อนี้คือ ให้เขียนอนาคตตัวเองไว้เลยว่า จะเรียนต่อคณะอะไร จบแล้วจะเป็นอะไร เช่น จะเรียนพยาบาล ก็เขียนป้ายตัวใหญ่ๆ ติดไว้ข้างห้อง มองเห็นตลอดเลยว่า เราจะเป็นพยาบาลจะเรียนแพทย์ก็ต้องเขียนไว้เลยว่า ปีหน้าจะไปเหยียบแผ่นดินแพทย์ศิริราช-จุฬาอะไรทำนองนี้ เพื่อสร้างเป้าหมายให้ชัดเจน
4.เตรียมตัว สรรหาหนังสือ หาอาจารย์ติว หาเพื่อนคนเก่งๆ บอกกับเค้าว่าช่วยเป็นกำลังใจให้เราหน่อย ช่วยเหลือเราหน่อย หาหนังสือมาให้ครบทุกเนื้อหาที่จะต้องสอบ เตรียมห้องอ่านหนังสือ โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ ให้พร้อม
5.เริ่มลงมืออ่านหนังสือ เริ่มจากวิชาที่ชอบ เรื่องที่ถนัดก่อน ทำข้อสอบไปด้วย ทำแบบฝึกหัดจากง่ายไปยาก ค่อยๆ ทำ ถ้าท้อก็ให้ลืมตาดูป้าย ดูรูปอนาคตของตัวเอง ต้องลงมืออ่านอย่างจริงจัง อย่างน้อยวันละ 10 ชั่วโมง แล้วจะทำได้ไง วิธีการคือ อ่านทุกเมื่อที่มีโอกาส อ่านทุกครั้งที่มีโอกาส หนังสือต้องติดตัวตลอดเวลา ว่างเมื่อไรหยิบมาอ่านได้ทันที อย่าปล่อยให้ว่างจนไม่รู้จะทำอะไร ที่สำคัญอ่านแล้วต้องมีโน้ตเสมอ ห้ามนอนอ่าน ห้ามกินขนม ห้ามฟังเพลง ห้ามดูทีวี ห้ามดูละคร ดูหนัง อ่านอย่างเดียว ทำอย่างจริงจัง
6.ข้อนี้สำคัญมาก หากท้อให้มองภาพอนาคตของตัวเองไว้เสมอ ย้ำกับตัวเองว่า เราต้องกำหนดอนาคตของตัวเอง ไม่มีใคร กำหนดให้เรา เราต้องทำได้ เพราะไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ให้กำลังใจกับตัวเองอยู่เสมอ บอกกับตัวเองอย่างนี้ทุกวัน หากท้อ ขอให้นึกว่า อย่างน้อยก็มีผู้เขียนบทความนี้เป็นกำลังใจให้น้องๆ เสมอ นึกถึงภาพวันที่เรารับปริญญา วันที่เราและครอบครัวจะมีความสุข วันที่คุณพ่อคุณแม่จะดีใจที่สุดในชีวิต ต่อไปนี้ต้องทำเพื่อท่านบ้าง อย่าเห็นแก่ตัว อย่าขี้เกียจ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง เลิกนิสัยเดิมๆ เสีย

50 วรรณกรรมที่เยาวชนควรอ่าน


50  วรรณกรรมเยาวชนที่ควร   ได้อ่าน

              หนังสือแปลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นวรรณกรรมเยาวชนระดับคลาสสิคและเด็กไทยควรจะมีโอกาสได้อ่าน  สกว. ได้รวบรวมไว้ 50 เล่ม หลายเล่มแปลเป็นไทยแล้ว  บางเล่มพิมพ์ซ้ำหลายครั้ง  และบางเล่มอาจเป็นหนังสือในดวงใจของใครหลายคนที่ยังคงอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้เบื่ออยู่จนทุกวัน    
เชื่อว่าทุกเล่มมีคุณค่าพอที่คุณ ๆ ควรจะมีโอกาสได้อ่าน 

1.   The Adventures of Huckleberry Finn  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  การผจญภัยของฮัคเคิลเบอรี่ ฟินน์ 
2.   Alice's Adventures in Wonderland   แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  อลิสในแดนมหัศจรรย์  
3.   Around the World in Eighty Days   แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  80 วันรอบโลก  
4.   Black Beauty  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  ม้าแสนรู้   
5.   The Call of the Wild แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ เสียงเพรียกจากพงพี
6.   The Catcher in the Rye  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  ทุ่งฝัน
7.   Charlie and the Chocolate Factory แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  ชาลีกับโรงงานช็อกโกแล็ต
8.   Charlotte's Web  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  แมงมุมเพื่อนรัก
9.   Cheaper by the Dozen  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  เหมาโหลถูกกว่า  
10. Chitty Chitty Bang Bang  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ รถวิเศษ
11. A Christmas Carol  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  กำนัลแห่งคริสต์มาส
12. Daddy Long Legs แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  ขวัญใจของคุณพ่อ
13. Don Quixote : The Picture Readers Edition แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  ดอน กีโฮเต้ ฉบับอนุบาล  
14. Emil and the Detectives  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  เอมิล ยอดนักสืบ
15. The Fairy Tales of Grimm's Brothers  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  เทพนิยายของกริมม์ 
16. The Fairy Tales of Hans Christian Andersen  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  เทพนิยายของแอนเดอร์สัน
17. The Fairy Tales of Oscar Wilde   แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  เทพนิยายของออสคาร์ ไวลด์
18. The Fairy Tales of Lev Tolstoy  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  นิทานตอลสตอย  
19. Gulliver's Travels แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  กัลลิเวอร์ผจญภัย
20. Harry Potter and the Philosopher's Stone   แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  แฮรี่ พ็อตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์
21. Heidi  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  ไฮดี้ 
22. The Hobbit   แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  เดอะ ฮอบบิท
23. The Human Comedy  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  ความสุขแห่งชีวิต
24. The Jungle Book  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  เมาคลีลูกหมาป่า
25. King Arthur and His Knights  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  อัศวินแห่งกษัตริย์อาเธอร์
26. The Lion, The Witch and the Wardrobe  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  เมืองในตู้เสื้อผ้า  และ  ตู้พิศวง
27. Little House in the Big Woods  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  บ้านเล็กในป่าใหญ่
28. Little Lord Fauntleroy   แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  ชายเล็ก,  มาแต่กระยาหงัน และ ลอร์ดน้อยฟอนเติ้ลรอย 
29. Le Petit Nicola  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  หนูน้อยนิโคลา
30. Le Petit Prince   แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  เจ้าชายน้อย
31. Mary Poppins  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  แมรี่ ป๊อปปินส์
32. Les Misrables  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  เหยื่ออธรรม
33. My Sweet Orange Tree   แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  ต้นส้มแสนรัก 
34. The Neverending Story   แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  จินตนาการไม่รู้จบ
35. Peter Pan  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  ปีเตอร์ แพน
36. Pinocchio   แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  ตุ๊กตาเนรมิต
37. Pippi Long Stocking  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  ปิ๊ปปี้ ถุงเท้ายาว
38. Platero and I  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  แพลทเทอโร  และ  ฉันกับลา ปลาเตอโร่
39. The Railway Children   แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  รอพ่อยามยาก
40. Robinson Crusoe   แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  โรบินสัน  ครูโซ
41. The Secret Garden   แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  ในสวนศรี 
42. The Tale of Peter Rabbit  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  กระต่ายน้อยปีเตอร์
43. Tarzan  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  ทาร์ซาน
44. The Thousand and One Nights   แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  อาหรับราตรี
45. The Three Musketeers  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  ทแกล้วทหารสามเกลอ
46. Uncle Arthur's Bedtime Stories  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  ชั่วโมงของเด็ก และ เรื่องเล่าของลุงอาร์เธอร์
47. Watership Down  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  ทุ่งวอเตอร์ชิพ
48. The Wind in the Willow  แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  สายลมในดงหลิว
49. Winnie-the-Pooh   แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  วินนี่ เดอะพูห์  และ  หมีปุ๊กลุกผจญภัย 
50. The Wonderful Wizard of Oz   แปลเป็นไทยแล้วในชื่อ  พ่อมดแห่งเมืองมรกต และ พ่อมดมหัศจรรย์แห่งอ๊อซ

การวิจารณ์


ความหมายของการเขียนวิจารณ์
       การเขียนวิจารณ์ คือ การค้นหาข้อดีและข้อไม่ดีของเรื่องที่จะวิจารณ์ชี้ให้เห็นข้อบกพร่อง พร้อมทั้งเสนอแนวทางแก้ไขให้ดีขึ้น  เป็นการวิจารณ์เพื่อสร้างสรรค์ลักษณะของการวิจารณ์
         1. การวิจารณ์เป็นการถ่ายทอดความคิดเห็น ชี้จุดเด่น จุดด้อยตลอดจนความรู้สึกเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ เช่น ผลงานด้านศิลปกรรม งานวรรณกรรม ข่าวสารบ้านเมือง เหตุการณ์ในสังคม เรื่องราวของบุคคล เป็นต้น อย่างสมเหตุสมผล มีข้อมูลสนับสนุนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีอคติต่อสิ่งที่วิจารณ์ เช่น หนังสือที่เราจะวิจารณ์นั้นมีอะไร ให้เนื้อหาสาระแก่ผู้อ่านมากน้อยเพียงใด เป็นต้น
        2. เป็นข้อเขียนที่ชัดเจนในการบอกให้ผู้อ่านทราบถึงรายละเอียดของสิ่งนั้น ดังนั้นผู้วิจารณ์ต้องมีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับเรื่องที่วิจารณ์เป็นอย่างดี เช่น การวิจารณ์วรรณกรรม จะต้องรู้ว่าเป็นหนังสือประเภทใด ใครเป็นผู้แต่ง มีเนื้อเรื่อง วิธีการแต่ง การใช้ภาษาเป็นอย่างไร เป็นต้น แล้วจึงสามารถวินิจฉัยคุณค่าของสิ่งที่จะวิจารณ์ได้ว่าดีหรือไม่อย่างไร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านในการตัดสินใจ เลือกชม เลือกซื้อ เลือกอ่านสิ่งนั้น
       3. เป็นข้อเขียนที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย น่าอ่าน ทำให้ผู้อ่านติดตามอ่านจนจบ   ใช้ถ้อยคำอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช้ถ้อยคำในเชิงประจาน หรือโจมตีผู้เขียนอย่างรุนแรง นอกจากนี้ บทวิจารณ์ที่ดีจะต้องให้ความรู้ ความคิด ข้อเสนอแนะ แก่ผู้อ่าน ชี้ให้เห็นคุณค่าพิเศษที่อยู่ในงานเขียนเรื่องนั้น
โครงสร้างของบทวิจารณ์
      1.  ชื่อเรื่อง (Tlttle)  ควรตั้งชื่อเรื่องที่เรียกร้องความสนใจของผู้อ่านและสื่อความหมายได้ชัดเจน  เช่น ตั้งชื่อตามชื่อหนังสือที่ต้องการวิจารณ์ ตั้งชื่อตามจุดมุ่งหมายของเรื่อง ตั้งชื่อด้วยการให้ประเด็นชวนคิด 
ชวนสงสัย เป็นต้น
      2.  ความนำหรือประเด็นที่จะวิจารณ์ (Lead or Issue)  หรือบทนำ  เป็นการเขียนนำเกี่ยวกับเรื่องที่จะวิจารณ์ เช่น ถ้าเป็นการวิจารณ์วรรณคดี  ต้องบอก ชื่อวรรณคดี ผู้แต่ง ประเภท ความเป็นมาของเรื่อง และอาจเขียนอธิบายและจูงใจที่ทำให้ผู้วิจารณ์สนใจวรรณคดีเรื่องนี้
     3.  เนื้อเรื่อง (Body)  เป็นส่วนแสดงความคิดเห็นและรายละเอียดในการวิจารณ์ โดยนำเสนอจุดเด่น และจุดบกพร่องของเรื่องอย่างมีหลักเกณฑ์และมีเหตุผล หากต้องการเล่าเรื่องย่อของวรรณคดีหรือวรรณกรรม ที่นำมาวิจารณ์ ควรเขียนเล่าเรื่องอย่างสั้นๆ เพราะการวิจารณ์ไม่ใช่การสรุปเรื่อง แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นของผู้วิจารณ์ที่มีต่อวรรณคดีหรือวรรณกรรมเรื่องนั้น ผู้เขียนต้องการสื่อความหมายอะไรมายังผู้อ่านหนังสือ และสื่อให้ชัดเจนหรือไม่ อย่างไรถ้าประเด็นในการวิจารณ์มีหลายประเด็น ควรนำเสนอตามลำดับ 
เพื่อให้ผู้อ่านบทวิจารณ์เข้าใจง่ายไม่สับสน ในกรณีที่วรรณคดีหรือวรรณกรรมเรื่องนั้นมีจุดเด่นและจุดด้อย ควรเขียนถึงจุดเด่นก่อนแล้วจึงกล่าวถึงจุดด้อย เพื่อให้เกียรติผู้เขียน และแสดงให้เห็นว่า
การวิจารณ์ คือการสร้างสรรค์ไม่ใช่การทำลาย
       4. บทสรุป (Conclusion) เป็นย่อหน้าสุดท้ายของบทวิจารณ์ เป็นการเขียนสรุปความคิดทั้งหมดที่วิจารณ์และให้แง่คิด หรือข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน นอกจากนี้บทสรุปยังช่วยให้ผู้อ่านได้ทบทวนประเด็นสำคัญของเรื่องและความคิดสำคัญของผู้วิจารณ์ แม้ว่าผู้อ่านอาจจะไม่ได้อ่านบทวิจารณ์ทั้งบท แต่ได้อ่านบทสรุปก็สามารถทราบเรื่องของวรรณคดีหรือวรรณกรรมที่นำมาวิจารณ์ รวมทั้งความคิดเห็นของผู้วิจารณ์ที่มีต่อวรรณคดีหรือวรรณกรรมเรื่องนั้นได้ 


เทคนิคการพูด



เทคนิคการพูด
โดย...สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อันวาจา                   พาที                         นี้เป็นเอก
จะปลุกเสก              ให้คนชอบ              ตอบสนอง
จะต้องพูด               ให้สนุก                   สุขสมปอง
ขอรับรอง                สำเร็จกิจ                 พิชิตชัย
นักพูดที่มีชื่อเสียงหลายคนทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ มักมีเทคนิคแตกต่างกัน
 อ.ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ เจ้าตำรับทอล์คโชว์เมืองไทยคนแรกๆ  อ.ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ มักจะเขียนสิ่งที่น่าสนใจหรือสิ่งที่ใช้ประกอบการพูดลงในกระดาษแผ่นเล็กๆ แทบทุกวัน เมื่อถึงเวลาแสดงทอล์คโชว์ ก็จะเปิดกล่องแล้วนำมาเขียนบทพูด
ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย มักให้ความสำคัญเกี่ยวกับการเตรียมคำพูด ท่านจะมีสมุดอยู่เล่มหนึ่ง เวลาอ่านเจอคำพูดของใครที่น่าสนใจหรือที่สามารถจะนำไปใช้ในอนาคตได้ ท่านก็จะจดเป็นข้อมูล แล้วท่านก็เขียนโครงเรื่อง ซ้อมพูด อัดใส่เทป เปิดฟังแล้วแก้ไข เมื่อแก้ไขจนท่านพอใจถึงได้นำออกไปพูด
เดล คาร์เนกี้ อาจารย์สอนด้านการพูดระดับโลกเคยซ้อมบทพูดต่อกองหญ้า ซ้อมพูดขณะถอนหญ้า หรืออดีตประธานาธิบดีของสหรัฐ ลินคอล์น ซ้อมพูดขณะอยู่บนหลังม้า ขณะที่ขี่ม้าเดินทางเป็นระยะทางไกลๆ
บางคนก็ฝึกพูดต่อหน้ากระจกแล้วก็ได้ผล ในวันนี้กระผมจึงอยากจะเขียนถึงเรื่องเทคนิคการพูด 
1.       การพูดที่ดีต้องเน้นไปที่ตัวผู้ฟังเป็นหลัก ควรพูดเรื่องที่ใกล้ตัวผู้ฟัง ควรพูดให้ตรงกับวัยของผู้ฟัง เช่น การพูดให้วัยรุ่นควรพูดเรื่องที่สนุกสนาน พูดให้วัยทำงานก็ควรพูดเกี่ยวกับเรื่องอาชีพ ความก้าวหน้าในอนาคต  วัยชราหรือวัยสูงอายุ ก็ควรพูดเกี่ยวกับเรื่องศาสนา เรื่องของสุขภาพ
2.       การพูดที่ดีต้องยกตัวอย่างให้มากๆ บางครั้งเรื่องที่พูดจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนามธรรมเพราะฉะนั้น นักพูดที่มีประสบการณ์สูง มักจะยกตัวอย่างประกอบการพูดมากๆ เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจ ที่สำคัญการยกตัวอย่างประกอบควรเกี่ยวข้องกับเรื่องที่พูดด้วย ไม่ควรนำตัวอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องมาประกอบกับหัวข้อเรื่องที่บรรยายถึงแม้ว่าตัวอย่างนั้นจะสนุกหรือเป็นตัวอย่างที่ดีก็ตาม
3.       การพูดที่ดีต้องสอดใส่อารมณ์ขัน โดยเฉพาะในสังคมไทยเรา นักพูดที่มีอารมณ์มักเป็นที่นิยม เป็นที่ศรัทธาต่อผู้ฟัง การมีอารมณ์ขันมักช่วยให้การพูดเกิดการผ่อนคลาย การมีอารมณ์ขันสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี การมีอารมณ์ขันมักจะสร้างเสน่ห์ให้แก่ตัวผู้พูดเอง
 4.       การพูดที่ดีต้องครบเครื่อง หมายถึง มีบทกลอนประกอบการพูดบ้าง มีเพลงประกอบการพูดบ้าง มีคำคมประกอบการพูดบ้าง ดังนั้นผู้รักที่จะเป็นนักพูดควรอ่าน ควรท่อง บทกลอน คำคม ควรฝึกร้องเพลงประกอบการพูด เพื่อให้การพูดของตนเกิดความหลากหลายผู้ฟังจะได้ไม่เบื่อหน่ายแต่จะสนุกเมื่อได้ฟังเราพูด
5.การพูดที่ดี ควรมีน้ำเสียงต่างๆประกอบการพูดตามสถานการณ์ต่างๆ ถ้อยคำบ่งบอกถึงความหมาย แต่น้ำเสียงก่อให้เกิดการหวั่นไหวได้ เช่น เราไล่สุนัข  ไป ไป ไป ด้วยเสียงเบาๆ สุนัขมักไม่กลัวแต่กลับเดินมาหาเรา แต่ถ้าเราเรียกสุนัข มา มา มาเนี่ย ด้วยเสียงดัง สุนัขมักกลัวกลับไม่มาหาเรา เพราะอะไรครับ ก็เพราะน้ำเสียงของเรานั่นเอง  
7. การพูดที่ดี ต้องเป็นตัวของตัวเอง  เราอาจจะประทับใจนักพูดคนใดก็ตาม  เราอาจจะเรียนรู้จากนักพูดคนใดก็ตาม เราอยากเป็นเหมือนใครก็ตาม แต่สุดท้าย เราต้องเป็นตัวของเราเอง เราอาจจะเลียนแบบนักพูดคนใดก็ตามที่เราชอบ เช่น อาจารย์จตุพล ชมพูนิช เราเลียนแบบ อาจารย์จตุพล ชมพูนิช ได้เหมือนที่สุด เราก็เป็นที่สอง ดังนั้น จงเป็นตัวของตัวเอง แล้ว คุณจะเป็นที่หนึ่งในแบบฉบับของคุณเอง 
                                                                                                                                              คนคิดน้อย            พูดมาก
                               คนพูดมาก             ทำน้อย
                               พูดดี                       มิได้หมายความว่าทำดี
                                พูดเก่ง                    ความว่าทำเก่ง
                                โง่หรือฉลาด        อาจทราบได้จาก  คำพูด

การขับเสภา



การขับเสภา
1.ขั้นตอนการเอื้อน โดยมีข้อสังเกตุว่าถ้าบททั่วไปเอื้อนสั้น ถ้าบทเศร้าจะเอื้อนยาว ถ้าเศร้ามากจะเอื้อนยาวเหมือนเพลงหม้ายขันหมาก เช่นนั้น..
  -การเอื้อนสั้น เช่น
 ...เอ๊ย....จะกล่าวถึง/พลายงาม/ทรามสวาท    
เฉลียวฉลาด/แล้วกล้า/วิชา..เฮ้อ..เออ..ขยัน..ฮื้อ..

  -การเอื้อนกลางๆ เช่น
...เฮ้อ.......เงอ.................เอ่อ.....เอย...................ยาฮื้อ..            
เจ้าพลายงาม/ความแสน/สงสารแม่

ชำเลืองแล/ดูหน้า/น้ำตา.......เฮ้อ..เออ...../ไหล....ฮื้อ
แล้วกราบกราน/มารดา/ด้วย....อา..ลัย...เอ่อ..เฮ้อ..เอย
ลูกเติบใหญ่/คงจะมา/หาแม่...เอ่อ..เฮ้อ..เออ..คุณ
............................................................
............................................................
-บทสุดท้ายหากจะลงจบมีข้อสังเกตุเพื่อความไพเราะขึ้นนะ
ให้ขึ้นด้วยเสียงกลางๆในวรรค 1-2 และจะขึ้นเสียงสูงในวรรคที่ 3-4  เช่น
เหลียวหลัง/ยังเห็นแม่/แลเขม้น.....เออ...
แม่ก็เห็น/ลูกน้อย/ละห้อยหา..ฮื้อ..
แต่เหลียวเหลียว/เลี้ยวลับ/วับวิญญาณ์....เฮ้อ...เออ...
โอ้เปล่าตา/ต่างสะอื้น/ยืน...เฮ้อ...เออ..ตะลึง....เงอ...ฮื้อ
           ............................

ข้อสังเกตุ การขับเสภาที่ดีนั้นต้องอ่านบทให้รู้ก่อนว่าเป็นบทอย่างไรเพราะการขับจะต้องใส่อารมณ์ตามบทนั้นๆการอ่านคำต้องชัดเจนโดยเฉพาะคำควบกล้ำ  การเว้นวรรคของบทกลอนสำคัญที่สุดถ้าเป็นกลอนหก ให้เว้นวรรค2/2/2 ถ้ากลอนเจ็ดให้เว้นวรรค 2/2/3 ถ้ากลอนแปดให้เว้นวรรค 3/2/3 ถ้ากลอนเก้าให้เว้นวรรค 3/3/3การทอดเสียงให้เกิดความไพเราะ  ผู้ที่ขับเสภาดีก็เหมือนร้องเพลงดีดีนี่แหละ
อีกอันหนึ่งคือการขับเสภาต้องเคาะกรับประกอบการขับให้เป็นด้วย  ส่วนใหญ่แล้ว นิยมใช้กรับ  2  คู่ โดยผู้ขับจะต้องฝึกตีกรับให้ชำนาญเสียก่อน จังหวะการเคาะดังนี้...
การเริ่มเคาะ  เสียงกร๊อก...เป็นเสียงสั้น เป็นเสียงเริ่มต้นของมือข้างหนึ่ง....เสียงกรอ....เป็นเสียงยาว  ของมืออีกข้าง..สลับไปมาสัก3-4 ครั้ง จึงเริ่มเอื้อนสวน..
...เอ๊ย..เจ้าพลายงาม..(เคาะกรับ3-4 ครั้ง)...ความแสน/สงสารแม่..(เคาะกรับ 3-4 ครั้ง)
ชำเสืองแล  ..(เคาะ 3-4 ครั้ง)ดูหน้า/น้ำตา...เฮ้อ..เออ..ไหล ...(เคาะกรับ 3-4 ครั้ง)
ท่อนจบสุดท้ายเมื่อจบลงแล้วให้เคาะกรับไปประมาณ 4-5 ครั้งแล้วลงกรับเสียงสั้น....

http://www.gstatic.com/cf/transparent.gif

การอ่านทำนองเสนาะ  หมายถึง  การอ่านเป็นทำนองเหมือนเสียงดนตรี มีการเอื้อนเสียงเป็นสัมผัสตามจังหวะ ลีลา และท่วงทำนองที่แตกต่างไปตามลักษณะบังคับของบทประพันธ์ ผู้อ่านต้องใส่เทคนิคใน
การทอดเสียงเอื้อนเชื่อมโยง มีลูกเล่น ลูกเก็บอย่างเป็นศิลปะ
หลักการอ่านทำนองเสนาะ
    1.  อ่านให้ถูกวิธี
         1.1 ไม่อ่านผิดสระ ผิดพยัญชนะ หรือผิดวรรณยุกต์
         1.2 การอ่านออกเสียงพยัญชนะ จ/ฉ/ช/ถ/ท/ช/ศ/ษ/ส/ร ให้ชัดเจน
         1.3 ควรออกเสียง ร ล ว และอ่านออกเสียง ร ล ให้ชัดเจน
   2. อ่านให้ถูกจังหวะ
         2.1 ควรรู้จักฉันทลักษณ์ของคำประพันธ์ที่จะอ่าน
         2.2 การอ่านทำนองเสนาะจะเร่งจังหวะเร็วขึ้นเมื่ออ่านบทที่เกี่ยวกับการโกรธและลดจังหวะช้าลง
เมื่ออ่านบทที่เกี่ยวกับความรักหรือความเศร้า ความเจ็บปวด
  3.  อ่านให้มีทำนอง
         3.1 ควรรู้จักลีลาที่เป็นไปตามจังหวะหรือทำนองการออกเสียงของคำประพันธ์แต่ละประเภท
         3.2 ควรอ่านทำนองคำประพันธ์ให้พอเหมาะกับเสียงตน
  4. อ่านให้มีเสียงดัง
         4.1  ควรอ่านทำนองเสนาะให้มีเสียงดังพอที่จะได้ยินทั่วกัน
         4.2 ควรรู้จักอ่านให้ดังฟังให้ชัดเจน ให้เสียงสัมผัส จังหวะและทำนองที่อ่านกระทบหูและใจ
   5. อ่านให้มีอารมณ์
         5.1 ควรเข้าให้ถึงรสและตีความให้ได้ว่าเป็นรสรัก โศก ตื่นเต้น คึกคัก หรือเกลียดชัง แล้วอ่านให้น้ำเสียง
               สอดคล้องกับรสหรืออารมณ์นั้นๆ
         5.2 ควรอ่านบทวรรณคดีให้มีสำเนียง อารมณ์ หรือความรู้สึกที่แท้จริงของกวี ย่อมทำให้ผู้อ่านและผู้ฟัง
               เข้าใจเนื้อเรื่องและสนุกไปด้วย
วิธีการอ่านกลอน
    1. ตามปกติกลอนแปด จะแบ่งจังหวะเป็ฯ สาม/สอง/สาม เสมอกันทุกวรรค โดยมีข้อเน้น คือจะต้องอ่าน
ให้ได้สัมผัส จะต้องอ่านเน้นสัมผัสนอก อันเป็นสัมผัสบังคับของคำประพันธ์นี้
    2. การใส่ทำนอง ปัจจุบันทำนองกลอนที่นิยมอ่านกันมาก คือทำนองนักเรียน ที่นักเรียนฝึกอ่านกันใน
โรงเรียนทั่วไป โดยในบทหนึ่งอ่านเป็นทำนองเสียงสูงในสองวรรคแรก และอ่านเป็นทำนองเสียงต่ำ
ในสองวรรหลัง
   3.  การใส่อารมณ์และความรู้สึกขณะอ่าน ให้เหมาะสมกับบรรยากาศของเรื่องที่กวีวางไว้ต้องการแสดง
ความรัก ความคึกคัก การคร่ำครวญ ซึ่งอาจจะอ่านเอื้อนเสียงกระแทกเสียง หรือทอดเสียงให้เหมาะสมเป็น
ตอน ๆ ไป



การเขียนรายงานเชิงวิชาการ


การเขียนรายงานทางวิชาการ
โดย อจ.ประสิทธิ์ พงศ์อุดม
ความนำ
การเขียนรายงาน คือการเขียนเสนอผลงานที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าหรือปฏิบัติงานอย่างหนึ่งอย่างใดโดยละเอียด เพื่อให้อาจารย์ผู้สั่งงานหรือผู้สนใจทั่วไปพิจารณา โดยปรกติการเขียนรายงานทางวิชาการในชั้นเรียนมีเป้าหมายสำหรับอาจารย์ผู้สอนหรือผู้สั่งงานเป็นสำคัญ ลักษณะการนำเสนอรายงาน มีรายละเอียดดังนี้
รูปแบบ การจัดทำรายงานประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้
1.             ชื่อเรื่อง
2.             ชื่อผู้ทำรายงาน
3.             คำนำ
4.             สารบัญ
5.             บทนำ
6.             เนื้อหา
7.             บทสรุป
8.             บรรณานุกรม
ลักษณะต่างๆ ของรูปแบบรายงาน
ชื่อเรื่อง ชื่อเรื่องที่ดีควรเป็นชื่อเรื่องที่กะทัดรัด บอกบรรยากาศของเนื้อหาที่ชัดเจน และมีขอบข่ายที่แน่นอน
ชื่อผู้ทำรายงาน ผู้ทำรายงานอาจเป็นคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ตามการสั่งงานของผู้สอน
อนึ่ง ในการเสนอรายงานต่ออาจารย์ผู้สอนต้องจัดทำหน้าปกที่แสดงถึงรายละเอียดต่างๆ คือชื่อเรื่อง ชื่อผู้จัดทำรายงาน ชื่ออาจารย์ที่นำเสนอ ชื่อกระบวนวิชา ภาคเรียน ปีการศึกษา สาขา คณะ และสถาบันการศึกษา ดังตัวอย่าง
รายงานเรื่อง
แนวคิดและบทบาทของ ศจ.แดเนียล แมคกิลวารี ในการสร้างผู้นำคริสตจักรไทยในภาคเหนือ
โดย
นางสาวเฉลียวฉลาด ล้ำเลิศปัญญานิรันด
เสนอ
อาจารย์ประสิทธิ์ พงศ์อุดม
รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชา ทศ.341 ประวัติศาสตร์คริสตจักร 3
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2541
สาขาคริสต์ศาสนศึกษา คณะศาสนศาสตร์แมคกิลวารี มหาวิทยาลัยพายัพ
คำนำ คำนำของรายงาน คือข้อตกลงเบื้องต้นระว่างผู้ทำรายงานกับผู้อ่านรายงานที่จะช่วยให้การอ่านรายงานนั้นถูกต้อง และได้ผลดียิ่งขึ้น คำนำไม่ใช่ข้อแก้ตัวหรือออกตัวของผู้ทำรายงาน
สารบัญ เป็นองค์ประกอบของรายงานที่จะเป็นแนวทางให้ผู้อ่านรายงานได้ทราบถึงสาระภายใน และสารบัญนี้ยังช่วยให้ผู้ทำรายงานมีแนวทางในการเขียนนำเสนอของตนด้วย
บทนำ คือคำอธิบายที่บอกให้ทราบว่า การทำรายงานนั้นมีความมุ่งหมายอย่างไร งานค้นคว้ากว้างแคบเพียงใด ใช้วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้าอย่างไร เป็นกติกาตกลงก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหา
เนื้อหา คือข้อมูลทั้งปวงที่ได้จากการเลือกสรรเอาจากการศึกษาค้นคว้าทั้งหมดและได้จัดระเบียบข้อมูลที่ได้เลือกสรรแล้วนั้นเป็นอย่างดี เป็นข้อมูลที่มีความถูกต้อง กว้างขวางและลึกซึ้ง ซึ่งต่างเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะช่วยพิสูจน์สมมติฐานที่ตั้งไว้ว่าเป็นจริงหรือไม่
เนื้อหาของรายงานที่นำข้อมูลทั้งปวงมาเสนอต้องอ้างหลักฐานที่มาให้ถูกวิธี (อ้างปนกับเนื้อหาหรือทำเชิงอรรถ ในทางมนุษยศาสตร์นิยมการอ้างแบบเชิงอรรถเพราะสามารถพิสูจน์สืบค้นหรือเข้าใจได้ง่าย)
บทสรุป เป็นการสรุปผลการศึกษาค้นคว้า มีการอภิปรายถึงผลการศึกษาค้นคว้าและข้อเสนอแนะ
บรรณานุกรม คือบัญชีรายชื่อแหล่งอ้างอิงข้อมูลในการศึกษาค้นคว้าเรื่องนั้นๆ ซึ่งจัดเรียงไว้ตามลำดับอักษรของชื่อผู้แต่ง หรือชื่อหน่วยงานของผู้ที่เป็นเจ้าของ โดยแต่ละรายการจะบอกชื่อผู้แต่ง ชื่อหนังสือ หรือชื่อเรื่อง บอกแหล่งพิมพ์ (สำนักพิมพ์ หรือชื่อวารสาร หรือนิตยสารที่บ่งบอกเลขบอกฉบับ) บอกปีที่พิมพ์เผยแพร่ ในกรณีที่เอามาจากวารสารหรือนิตยสารให้บอกหน้าที่ข้อความนั้นปรากฏด้วย
ระดับภาษาในการเขียนรายงาน
ภาษาที่ใช้ในการเขียนรายงานต้องใช้ภาษาระดับมาตรฐานเป็นภาษาทางวิชาการหรือกึ่งวิชาการตามความเหมาะสม
ภาษาแบบทางการหรือภาษาราชการ (Formal Language) ที่ใช้ในงานเขียนทางวิชาการหรืองานเขียนสำหรับพิธีการต่างๆ มีลักษณะดังนี้
  • 1. ใช้คำและข้อความที่สุภาพ ศัพท์บัญญัติ ศัพท์ทางราชการ
  • 2. ใช้คำเต็มไม่ใช้คำย่อ สำหรับตำแหน่ง ยศ คำนำหน้าหรือคำย่ออื่นๆ
  • 3. ใช้ภาษาระดับเดียวกัน ไม่ใช้ภาษาแสลงหรือภาษาถิ่น
  • 4. เขียนเป็นรูปประโยคสมบูรณ์ ไม่ตัดทอน
  • 5. ข้อเขียนเป็นทางการ เป็นกลาง เคร่งขรึม
  • 6. ไม่ใช้คำแสดงอารมณ์ โต้แย้ง เล่นสำนวนโวหาร
ลักษณะของภาษากึ่งทางการมีดังนี้ คือ
  • 1. ใช้ภาษาสุภาพที่ใช้พูดกันในชีวิตประจำวัน
  • 2. รูปประโยคอาจตัดทอนได้
  • 3. คำย่อที่เป็นที่ยอมรับก็ใช้ได้
  • 4. อาจใช้สำนวนโวหารแสดงอาการได้ แต่ไม่หยาบคาย
  • 5. ไม่เคร่งครัด อาจมีการผ่อนคลาย ตลกขบขันได้
กลวิธีในการเสนอเนื้อหา
  • 1. เมื่อจะเขียนรายงานเรื่องใดให้ศึกษาค้นคว้าเรื่องต่างๆ ที่สอดคล้องกับเชื่อเรื่องที่จะเขียน จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • 2. จดบันทึกข้อความที่พาดพิงถึงเรื่องนั้นไว้อย่างเป็นระเบียบ
  • 3. จำแนกข้อมูลที่ได้ประเด็นต่างๆ แล้วจัดเข้าเป็นหมวดหมู่
  • 4. พิจารณาเลือกสรรเนื้อหาเฉพาะที่เป็นประโยชน์
  • 5. จัดระเบียบข้อมูลทั้งปวงเป็นระบบแล้วเขียนรายละเอียดข้อมูลนั้นตามลำดับความสัมพันธ์
แบบการเขียนเชิงอรรถและบรรณานุกรมที่ใช้บ่อย
การเขียนเชิงอรรถ
หนังสือ
1ประสิทธิ์ พงศ์อุดม, ป้อเก๊า แม่เดิม : ประวัติศาสตร์ชุมชนคริสเตียนดอยสะเก็ด (กรุงเทพมหานคร : ชวนพิมพ์, 1993), หน้า 11.
2 เรื่องเดียวกัน, หน้า 18.
3 Lillian Johnson Curtis, The Laos of North Siam (New York : Fleming H. Revell Company, 1903), p. 269.
4 ประสิทธิ์ พงศ์อุดม, "ป้อเก๊า แม่เดิม : ...., หน้า 32.
5 John H Freeman, An Oriental land of the Free (Philadelphia : The Westminster Press, 1910), p.232.
6 lbid., p. 275.
7 Curtis, The Laos of North Siam, p. 285.
8 Daniel McGilvary, A Half Century Among the Siameses and Laos (New York : Fleming H. Revell Company, 1912), p.327.
บทความในหนังสือ
เฮอร์เบิท อาร์ สวอนสัน, "การนำคริสต์ศาสนาเข้าสู่สังคมไทย : กรณีคริสตจักรเพชรบุรี," ใน ศาสนาคริสต์ - มิชชันนารี - สังคมไทย, เฮอร์เบิท อาร์ สวอนสัน และประสิทธิ์ พงศ์อุดม, บรรณาธิการ (เชียงใหม่ : เจริญการพิมพ์, 1992) : 131.
วิทยานิพนธ์
ประสิทธิ์ พงศ์อุดม,. "การถ่ายทอดวิทยาการตะวันตกในสังคมไทย : ศึกษาบทบาทของมิชชันนารีโปรเตสแตนท์ ระหว่าง พ.ศ. 2371 - 2411," (วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตร์มหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2533), หน้า 29.
วารสาร
1 Jonathan Wilson, "Victims of Superstition," Woman's Work for Woman 5 (May 1883): 148-150.
2 ชาวเหนือ (นามแฝง), "ข่าวจากโรงเรียนพระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี เชียงใหม่," ข่าวคริสตจักร 7 (มกราคม 1935) : 66.
3 คำมูล ชินวงศ์, "คริสตจักรที่สาบสูญ : วังหมุ้น," เพื่อนผู้นำ 4(มีนาคม-เมษายน 1992) : 34.
เอกสาร
1 Daniel McGilvary to Cornelia McGilvary, May 18th 1887. จดหมายจากศาสนาจารย์ดาเนียล แมคกิลวารี, อยู่ที่หอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยพายัพ เชียงใหม่
2 คริสตจักรคุณานุคุณ, "สมุดบันทึกธรรมกิจคริสตจักรคุณานุคุณ, 1956-1970," 24 ตุลาคม 1967.
3 ธรรมกิจคริสตจักรภาคที่ 1 เชียงใหม่, "รายงานการประชุมธรรมกิจคริสตจักรภาคที่ 1 เชียงใหม่, ครั้งที่ 13/1995," 18-22 เมษายน 1995.
สัมภาษณ์
สัมภาษณ์นายสม มณีศักดิ์ โดยประสิทธิ์ พงศ์อุดม, วันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ.1988.
สัมภาษณ์นางธิดา กันยาคำ โดยคำมูล ชินวงศ์, วันที่ 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1992.
การเขียนบรรณานุกรม
หนังสือ
ประสิทธิ์ พงศ์อุดม. "ป้อเก๊า แม่เดิม : ประวัติศาสตร์ชุมชนคริสเตียนดอยสะเก็ด. กรุงเทพมหานคร :
ชวนการพิมพ์, 1993.
Curtis. Lillian Johnson. The Laos of north Siam. New York : Fieming H. Revell Company,1903.
Freeman. John H. An oriental land of the Free. Philadelphia : The Westminster Press,1910.
McGilvary. Daniel. A Half Century among the Siameses and Laos. New York : Fleming H. Revell Company, 1912.
บทความในหนังสือ
สวอนสัน, เฮอร์เบิท อาร์. "การนำคริสต์ศาสนาเข้าสู่สังคมไทย : กรณีคริสตจักรเพชรบุรี." ใน ศาสนาคริสต์-มิชชันนารี-สังคมไทย. หน้า 107-152. เฮอร์เบิท อาร์ สวอนสัน และประสิทธิ์ พงศ์อุดม.บรรณาธิการ. เชียงใหม่ : เจริญการพิมพ์. 1992.
วารสาร
Wilson, Jonathan ."Victims of Superstition," Woman's Work for Woman 5(May 1883) : 135-155.
ชาวเหนือ (นามแฝง). "ข่าวจากโรงเรียนพระคริสต์ธรรมแมคกิลวารี เชียงใหม่" ข่าวคริสตจักร 7 (มกราคม 1935) : 66.
คำมูล ชินวงศ์. "คริสตจักรที่สาบสูญ : วังหมุ้น," เพื่อนผู้นำ 4(มีนาคม-เมษายน 1992) : 30-34.
เอกสาร
McGilvary, Daniel จดหมายจากศาสนาจารย์ดาเนียล แมคกิลวารี. อยู่ที่หอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยพายัพ เชียงใหม่
คริสตจักรคุณานุคุณ. "สมุดบันทึกธรรมกิจคริสตจักรคุณานุคุณ, 1956-1970.
ธรรมกิจคริสตจักรภาคที่ 1 เชียงใหม่, "รายงานการประชุมธรรมกิจคริสตจักรภาคที่ 1 เชียงใหม่, ครั้งที่ 13/1995," 18-22 เมษายน 1995.
สัมภาษณ์
สม มณีศักดิ์.สัมภาษณ์สม มณีศักดิ์ โดยประสิทธิ์ พงศ์อุดม. วันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ.1988.
ธิดา กันยาคำ สัมภาษณ์นางธิดา กันยาคำ โดยคำมูล ชินวงศ์. วันที่ 15 พฤศจิกายน 1992.
แหล่งอ้างอิง:
บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คู่มือการพิมพ์วิทยานิพนธ์. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2529.
เสาวนีย์ สิกขาบัณฑิต. การเขียนสำหรับการสื่อสาร. พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพ : สำนักพิมพ์ ดวงกมล,2534.
สุทธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์. การเขียน. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพ : ไทยวัฒนาพานิช, 2531.


วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

นิทานเรื่องชัยชนะวัยใส

นิทานเรื่องชัยชนะวัยใส
โดย นายชราวุฒิ   สาวิมาตย์
คบ. ภาษาไทยหมู่ที่ 1  ปีที่ 3 
รหัส  533410010147
http://www.mediafire.com/?w5wvxzxrczbv2p2